วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

คำอธิบาย


วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่กลางเมืองลำพูน ภายในวัดเป็นที่ตั้งของพระธาตุหริภุญชัยปูชนียสถานสำคัญยิ่งแห่งดินแดนล้านนามาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีผู้ครองนครหริภุญชัย พระองค์โปรดให้ช่างสร้างปราสาท แล้วปลูกหอจัณฑาคาร(ที่พระบังคนหรือสุขา)ไว้ใกล้กับปราสาท โดยพระองค์มิได้ทรงทราบว่า ที่ตรงนี้มีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เวลาพระองค์เสด็จไปลงพระบังคนครั้งใด จะมีกาตัวหนึ่งที่เฝ้าอยู่ บินมาถ่ายมูลต้องพระเศียร แล้วกระพือปีกบินโฉบเหนือพระเศียร ทำกิริยาขับไล่พระองค์ให้พ้นจากที่นั่น พระเจ้าอาทิตยราชทั้งทรงพิโรธและอัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารช่วยกันจับกาตัวนั้นมา แล้วนำไปขังไว้

คืนนั้นทรงพระสุบินว่า เทพยาดามาแจ้งแก่พระองค์ให้เอาทารกเกิดได้ 7 วันไปขังรวมกับกา ทารกได้ฟังเสียงกาทุกวัน ก็จะฟังภาษากาออก ครั้นบรรทมตื่นแล้ว พระเจ้าอาทิตยราชก็โปรดให้ทำตามที่ทรงพระสุบินทุกประการ เมื่อทารกมีอายุได้ 2 ขวบ ก็สามารถรู้ภาษาและพูดกับกาได้ พระเจ้าอาทิตยราชก็โปรดถามสาเหตุที่กาประพฤติต่อพระองค์แต่หนหลัง จึงทรงทราบว่า บริเวณหอจัณฑาคารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมศาสดา จึงโปรดให้รื้อหอจัณฑาคารและขุดดินไม่ดีออก แล้วตั้งพิธีมณฑลปักราชาวัตรฉัตรธง แต่งด้วยดอกไม้หอมและจุดเทียนทำการสักการบูชา ทรงโปรดให้สร้างพระธาตุสูง 3 วาเป็นแบบเจดีย์มอญบรรจุสารีริกธาตุ แล้วสร้างพระวิหารการเปรียญ ศาลาน้อยใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นวัดสำคัญประจำนับจากนั้น

ในขณะนั้นพระองค์และชาวเมืองต่างศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เมืองหริภุญชัยยุคนี้ถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด ชาวเมืองถือศีลภาวนาอยู่ไม่ขาดและรับเอาพระพุทธศาสนาจากเมืองมอญมาประดิษฐานที่นครหริภุญชัย โดยสถาปนาองค์พระธาตุหริภุญชัยขึ้นในปี พ.ศ.1607 แล้วหาช่างทองมาทำโกศทองคำ ประดับด้วยรัตนะทั้ง 7 ประการเพื่อครอบองค์พระธาตุ เป็นสถูปทรงปราสาทสูง 12 ศอก (6 เมตร) มีเสาสี่ต้นและมีประตูสี่ด้าน

ครั้นในยุคของพระยาสรรพสิทธิ์ ทรงชักชวนให้ประชาชนสร้างโกศทองคำสูง 4 ศอกลูกหนึ่งครอบโกศที่พระเจ้าอาทิตยราชสร้างไว้และสร้างปราสาทสูง 5 วา

ต่อมาเมื่อพระยามังรายจากเมืองไชยปราการยกทัพมาตีเมืองหริภุญชัย ก็สามารถยึดครองเมืองหริภุญชัยได้ พระยามังรายทรงเกิดพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาและบูรณะองค์พระเจดีย์หริภุญชัย โดยทำให้มีสถาปัตยกรรมเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด สันนิษฐานว่า มีรูปทรงคล้ายเจดีย์เชียงยืนที่อยู่ที่คณะเชียงยืน

ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงโปรดให้บูรณะพระเจดีย์หริภุญชัยครั้งใหญ่โดยปรับรูปทรงให้มีระเบียบกระพุ่มยอดเดียว ฐานกว้างยาวด้านละ 52 ศอก สูง 92 ศอก แล้วทำแท่นวางดอกไม้แต่ละด้าน ยาวประมาณ 57 ศอก สูง 2 ศอกกว่า จากนั้นก่อกำแพงศิลาแลงยาว 228 ศอก กว้าง 150 ศอกทั้งสี่ด้านเพื่อรักษาองค์พระธาตุไว้ แล้วหุ้มองค์พระเจดีย์หลวงด้วยแผ่นทองแดงอาบน้ำตะโกทองตั้งแต่ฐานธรณีถึงยอด ทั้งนี้ยังปิดทองคำเปลวเพิ่มอีกชั้นหนึ่งด้วย ทำให้องค์พระธาตุมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังมาจนถึงทุกวันนี้

วัดพระธาตุหริภุญชัยมีเนื้อที่โดยประมาณ 28 ไร่ 3 งาน ทิศเหนือติดกับถนนอัฎฐารส ทิศใต้ติดกับถนนชัยมงคล ทิศตะวันออกติดกับถนนรอบในเมือง และทิศตะวันตกติดกับถนนอินทยงยศ วัดนี้มีกำแพง 2 ชั้น คือรอบบริเวณวัดชั้นนอกและก่อกำแพงทำเป็นศาลาบาตรรอบองค์พระธาตุหริภุญชัยชั้นในอีกหนึ่งชั้น

ภายในวัดมีสถานที่สำคัญดังนี้

1.
องค์พระธาตุหริภุญชัย เจดีย์ทรงล้านนาที่สวยที่สุดในโลก เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีระกา กำเนิดขึ้นในยุคของพระเจ้าอาทิตยราช
2.วิหารหลวง เมื่อเข้าสู่เขตบริเวณพระบรมธาตุแล้ว จะแลเห็นพระวิหารหลวงใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ประจำทิศตะวันออกของพระธาตุหริภุญชัย

3.พระพุทธบาทสี่รอยจำลอง ตั้งอยู่หลังวิหารพระพุทธ
4.พิพิธภัณฑ์ 50 ปี รวบรวมวัตถุโบราณต่างๆของทางภาคเหนือไว้มากมาย
5.เจดีย์ปทุมวดี อยู่บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย
6.พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ตั้งอยู่ในพระวิหารบริเวณหน้าวัด
7.หอกังสดาร อยู่ทางทิศเหนือของพระวิหารหลวง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481
8.หอพระไตรปิฎกหรือหอธรรม อยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารหลวง เป็นที่บรรจุหนังสือใบลานจารด้วยอักขระพื้นเมือง
9.วิหารพระเจ้าทันใจ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลาสมัยเชียงแสนขนาดใหญ่
10.วิหารพระพุทธ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย



ได้ยินกิตติศัพท์ความงดงามระดับโลกของเจดีย์แห่งล้านนามานาน ครั้นมาถึงวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต้องยอมรับเลยว่าสวยสมคำเยินยอจริงๆ การเข้ามากราบไหว้ นอกจากเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีแล้ว เรื่องราวต่างๆรอบวัดก็ถือเป็นโบนัสความรู้ด้วย ส่วนใครที่เกิดปีระกา(หรือปีไก่) พระธาตุองค์นี้คือพระธาตุประจำปีเกิดของคุณ
- เริ่มต้นด้วยองค์พระธาตุที่หลายคนกล่าวขานว่าเป็นเจดีย์แห่งล้านนาที่สวยที่สุดในโลกก่อนเลย
ซ้ายบน – “พระธาตุหริภุญชัย”ส่องแสงสีทองจากองค์พระธาตุได้สวยงาม (จากภาพ จากตำแหน่งที่ทีมงานยืนคือ อยู่ข้างเขาพระสุเมรุ(หรือเขาสิเนรุ) เราจะเห็นวิหารหลวงอยู่ทางขวา ส่วนวิหารที่โดนวิหารหลวงบังอยู่ไกลๆคือ วิหารพระละโว้ ขณะเดียวกัน ผู้คนต่างมาสักการะขอพรและเดินเวียนพระธาตุตลอดทั้งวันไม่ขาดสาย)
- ขอเดินรอบพระธาตุหริภุญชัยในระยะใกล้หน่อย
ขวาบน – เรามาชื่นชมความสวยงามจากมุมแรกนี้
ซ้ายกลาง – แสงอาทิตย์ตกกระทบทำให้สีเหลืองทองบนองค์พระธาตุส่องเรืองรอง
ขวาล่าง – ยังมีอีกมุมหนึ่งมาฝากกัน
ซ้ายล่าง – จุดนี้เป็นทิศตะวันตกที่ทีมงานยืนอยู่ แล้วมองไปที่ด้านหลังขององค์พระธาตุ ไม่ว่าจะมองจากด้านหน้าหรือด้านหลังก็สวยงามทั้งนั้น




องค์พระธาตหริภุญชัยมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้เราได้ศึกษาต่อ
ซ้ายบน – รูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ส่วนฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วประดับลวดบัวในผังสี่เหลี่ยมจตุรัสยกเก็จซ้อนกัน 2 ชั้น แต่คั่นด้วยชั้นหน้ากระดานที่ยืดสูงต่อขึ้นด้วยฐานเขียงในผังวงกลมซ้อนกัน 3 ชั้นและชั้นบัวในผังวงกลม 3 ชั้นซ้อนลดหลั่นกันเพื่อรองรับส่วนเรือนธาตุที่เป็นองค์ระฆังกลมขนาดเล็ก องค์ระฆังนี้ประดับด้วยดอกประจำยามและลายดุนแผ่นทองเหลืองรูปพระพุทธรูปปางต่างๆ ขณะที่บัลลังก์(ในผังสี่เหลี่ยม)ย่อมุมต่อขึ้นไปเป็นส่วนยอดที่เป็นปล้องไฉนทรงกลวยปลียอด และประดับปลายยอดด้วยฉัตรทองคำ นอกจากนี้ รอบองค์พระธาตุยังมีเสารั้วทองเหลืองปิดทองคำเปลวตามโคลงนิราศหริภุญชัยที่เรียกว่า“ลำเวียง”ล้อมรอบ ขณะเดียวกัน ทั้งสี่มุมของเสารั้วชั้นนอกยังมีฉัตรทองเหลืองซึ่งเป็นเครื่องบูชาองค์พระเจดีย์และมีหอเสื้อซึ่งเป็นที่สถิตย์ของท้าวจตุโลกบาลด้วย
ขวาบน – “หอยอหรือวิหารน้อย”เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางของทั้งสี่ด้าน
ขวากลาง – “วิหารหลวง” โดยรอบมีพระระเบียงทุกด้านและมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่วิหารหลังนี้สร้างขึ้นทดแทนหลังเก่าที่ถูกพายุพัดถล่มเมื่อปี พ.ศ.2458 ซึ่งคนเก่าแก่มักเล่าว่า วิหารหลังเดิมสวยงามวิจิตรนัก แม้แต่ไม้ระแนงทุกอันก็ลงรักปิดทอง ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้หนึ่งที่มาร่วมบูรณะวิหารหลังใหม่นี้ ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2463
ซ้ายล่าง - วิหารหลวงหลังนี้เป็นที่บำเพ็ญกุศลและประกอบศาสนกิจเป็นประจำทุกวันพระ เช่น การฟังธรรม การบวช ฯลฯ เราจึงเห็นประชาชนหลั่งไหลมากราบไหว้และถวายสังฆทานอยู่ตลอดเวลา
ขวาล่าง – ภายในพระวิหารมีพระปฎิมาใหญ่ประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วรวม 3 องค์ ก่ออิฐถือปูนและลงรักปิดทององค์ใหญ่กับองค์เล็ก นอกจากนี้ยังมีพระพุทธปฏิมาหล่อด้วยโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้นและชั้นกลางประดิษฐานอยู่อีกหลายองค์ ได้แก่ พระเสตังคมณี(ที่หล่อขึ้นใหม่แทนองค์เดิมที่พระยามังรายอัญเชิญไว้ที่วัดเชียงมั่น) พระรอดทองคำแท้ และพระพุทธเจ้าน้อย




เดินออกจากวิหารหลวง ยังมีสถานที่ต่างๆมากมายให้เราได้ชมอีก
ซ้ายบน – “หอธรรมหรือหอพระไตรปิฎก” ตามหลักฐานศิลาจารึกพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร(ลพ.15)พบว่า สร้างโดยพระเมืองแก้ว(กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่)และพระราชมารดาใน พ.ศ.2053 ครั้งนั้นได้โปรดให้สร้างหอพระไตรปิฎกและพระพุทธรูปทองคำมาประดิษฐานในหอธรรมแห่งนี้ โดยเป็นอาคาร 2 ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเก็จ 2 ชั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อาคารชั้นล่างก่ออิฐถือปูน มีบันไดขึ้นสู่ชั้นบน ชั้นบนเป็นเครื่องไม้ ไม้โครงสร้างตกแต่งด้วยการแกะสลักลายพันธุ์พฤกษาปิดทองล่องชาด ผนังอาคารตกแต่งด้วยลายฉลุไม้ปิดทองล่องชาดประดับกระจก ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องโลหะ
ขวาบน – “เขาพระสุเมรุ(หรือเขาสิเนรุ)” ตามประวัติไม่ปรากฏการก่อสร้าง แต่พบหลักฐานจากภาพถ่ายเก่าว่า ตั้งอยู่หลังหอพระไตรปิฎกมาแต่โบราณ รูปแบบสถาปัตยกรรมประกอบด้วยฐานเขียงกลมซ้อนกัน 3 ชั้น รองรับท้องไม้ ประดับด้วยลูกแก้วอกไก่และกรอบช่องกระจก เหนือขึ้นไปเป็นบัวหงายขึ้นรับเขาพระสุเมรุ ซึ่งประกอบด้วยสัตตบริภัณฑ์คีรีและมหานทีสีทันดร จำลองด้วยแผ่นทองสำริดดุนนูนศิลปะหริภุญชัยเป็นลวดลายต้นไม้ เทพยดา สัตว์ป่า และเหล่าอสูรซ้อนเหลี่อมกัน 7 ชั้น ชั้นบนสุดประดับด้วยไพชยนต์มหาปราสาทซึ่งเปรียบเสมือนที่ประทับของพระอินทร์ เขาพระสุเมรุนี้สร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องแกนกลางของโลกและจักรวาล ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียในยุคพระเวทย์ ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นับถือศาสนาพุทธและเชื่อว่า น่าจะแผ่เข้ามายังอาณาจักรล้านนาพร้อมพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ชาวเมืองนิยมบูชาเขาพระสุเมรุเพราะถือว่าเป็นภูเขาที่เกี่ยวกับพระประวัติของพระพุทธเจ้าตามคติความเชื่อ
ขวากลางบน – “วิหารพระเจ้ากลักเกลือ(หรือพระเจ้าแดง)”
ซ้ายกลาง – ภายในวิหารพระเจ้ากลักเกลือ(หรือพระเจ้าแดง)เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่และทาด้วยสีแดง มีพระลักษณะเกือบเหมือนปางมารวิชัย ที่แตกต่างกันก็คือ พระหัตถ์ซ้ายทรงถือกระบอกเกลือ พระหัตถ์ขวาทรงถือผลสมอ แยกตามคำบาลีว่า “หริ”แปลว่า“ผลสมอ” “ภุญช”แปลว่า“เสวย” และ“ย”แปลว่า“ผู้ประพฤติ” รวมความได้ว่า“ผู้เสวยผลสมอ” ซึ่งบริเวณนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมา และมีชาวป่าคนหนึ่งนำผลสมอพร้อมด้วยกลักเกลือ(หรือกระบอกเกลือ)มาถวาย เมื่อพระพุทธเจ้าฉันผลสมอเสร็จ ก็ทิ้งกระบอกเกลือไว้ที่นี่ จึงสร้างพระพุทธรูปขึ้น เรียกว่า”พระเจ้ากลักเกลือ” ด้วยเหตุนี้ สัญลักษณ์ของวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารก็คือ“พระพุทธรูปปางฉันสมอ” ส่วนที่คนทั่วไปเรียกว่า“พระเจ้าแดง” สันนิษฐานว่า คนโบราณนำก้อนอิฐมาแช่น้ำ แล้วนำสีแดงที่เกิดจากก้อนอิฐมาทาพระพุทธรูป ทำให้จีวรของพระพุทธรูปองค์นี้มีสีแดงนั่นเอง
ขวากลางล่าง – “วิหารพระพุทธ”
ซ้ายล่าง – ภายในวิหารพระพุทธเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูน(ลงรักปิดทอง)ขนาดใหญ่ เรียกว่า“พระพุทธ”ซึ่งหมายถึงตัวแทนพระพุทธเจ้า
ขวาล่าง – “วิหารพระบาทสี่รอย"



ไปชมวิหารพระบาทสี่รอยกัน
ซ้ายบน – พระพุทธบาทสี่รอยเป็นพระพุทธบาทสร้างใหม่โดยจำลองพระพุทธบาทสี่รอยจากอำเภอแม่ริมเพื่อเป็นที่เคารพบูชาสำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปสถานที่จริง
ซ้ายกลางบน – “หอกังสดาล” เดิมมีรูปทรงเป็นเสาก่ออิฐฉาบปูน 2 ต้น แล้วแขวนกังสดาลสำริดขนาดใหญ่ที่หล่อถวายจากวัดพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยครูบาเฒ่าสูงเม่นและคณะศรัทธาของพระมหาเถรวัดป่าสูงเม่น จังหวัดแพร่ ใน พ.ศ.2403 แล้วถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระธาตุหริภุญชัย ต่อมาได้บูรณะเปลี่ยนรูปทรงที่แขวนกังสดาลเป็นอาคารโล่งสูง 2 ชั้น ศิลปะหริภุญชัย โดยแขวนกังสดาลไว้ชั้นล่างและแขวนระฆังสำริดที่หล่อขึ้นในสมัยเจ้าดาราดิเรกรัตน์ไพโรจน์ ผู้ครองเมืองลำพูนไว้ชั้นบน
ขวาบน – “สุวรรณเจดีย์(หรือเจดีย์ปทุมวดี)” ตำนานกล่าวไว้ว่า สร้างโดยพระนางปทุวดีอัครมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราชในราว พ.ศ.1607 (หลังจากพระเจ้าอาทิตยราชทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัยแล้วเสร็จได้ 4 ปี) ส่วนตำนานมูลศาสนาระบุเพิ่มเติมว่า ในครั้งนั้นทรงโปรดให้ประดับทองคำบริเวณส่วนยอดของเจดีย์ จึงได้ชื่อว่า“สุวรรณเจดีย์” โดยเป็นเจดีย์ก่ออิฐ แต่ฐานก่อด้วยศิลาแลง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนเหลื่อมกัน 3 ชั้น รองรับเรือนธาตุที่มีซุ้มจระนำซ้อนลดหล่นกัน 5 ชั้น ภายใต้ฐานชั้นล่างเป็นกรุบรรจุพระเปิม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์คู่บุญบารมีของพระเจ้าอาทิตยราช ส่วนซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนแสดงปางประทานอภัย(ศิลปะหริภุญชัยราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งช่วงเวลานั้น เมืองหริภุญชัยมีความเจริญอย่างสูงสุดทั้งด้านการค้า ศาสนา และศิลปะวิทยาการ)
ซ้ายกลางล่าง – “วิหารพระละโว้”
ขวากลาง – ภายในวิหารพระละโว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน เรียกว่า“พระละโว้”
ซ้ายล่าง – “วิหารพระไสยยาสน์”
ขวาล่าง – ภายในวิหารพระไสยยาสน์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนอนก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง สร้างก่อนปี พ.ศ.2060 ถือเป็นพระนอนที่เก่าแก่องค์หนึ่งในจังหวัดลำพูน




ชมเรื่องราวของวัดพระธาตุหริภุญชัยต่อ
ซ้ายบน – “วิหารพระเจ้าทันใจ”
ขวาบน - ภายในวิหารพระเจ้าทันใจเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลาสมัยเชียงแสน หล่อด้วยโลหะ เรียกว่า“พระเจ้าทันใจ”
ซ้ายกลางบน – “วิหารพระเจ้าพันตน”
ขวากลาง – ภายในวิหารพระเจ้าพันตนบรรจุพระพุทธรูปปางต่างๆมากมาย จึงเรียกว่า“พระเจ้าพันตน”
ซ้ายกลางล่าง – “อาคารพิพิธภัณฑ์ 50 ปี” จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในกิจการพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและรักษาสมบัติวัฒนธรรมของชาติไว้ จึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในปี พ.ศ.2470 โดยมีเจ้าคำขจรศักดิ์เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์และพระอมรเมธี (อมร อมรปณโญ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยในขณะนั้นเป็นผู้ดูแลและรวบรวมโบราณวัตถุจากทั่วมณฑลพายัพ กระทั่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยให้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2504 ต่อมากรมศิลปากรมีโครงการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ถาวรที่ทันสมัยขึ้นใหม่ จนกระทั่งได้รับมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุเดิม อันเป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัดลำพูนบนถนนอินทยงยศ ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญชัยทางทิศตะวันตก กรมศิลปากรจึงสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.2517 จากนั้นได้ย้ายโบราณวัตถุจากอาคารหลังเก่าในวัดพระธาตุหริภุญชัยและโบราณวัตถุที่ประชาชนบริจาคเพิ่มเติมมาไว้หลังใหม่ (ต่อ)
ซ้ายล่าง – (ต่อจากซ้ายกลางล่าง) แต่เนื่องด้วยพิพิธภัณฑ์ยังคงได้รับบริจาคและสะสมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอย่างต่อเนื่อง พระราชมหาเจติยาภิบาล (ไพบูลย์ ภูริวิปโล) เจ้าอาวาสในขณะนั้นจึงสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ 50 ปีเป็นวิหารทรงล้านนาประยุกต์ขึ้นมาใหม่และเปิดให้ประชาชนเข้าชมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2541
ขวาล่าง – “พิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้ว” นอกจากอาคารพิพิธภัณฑ์ 50 ปีแล้ว ภายนอกอาคารยังมีส่วนของระเบียงคตที่เป็นสถานที่จัดเก็บโบราณวัตถุและศิลปวัตถุประเภทเครื่องไม้แกะสลัก เช่น สัตภัณฑ์ หีบธรรม ชิ้นส่วนประดับอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ ฯลฯ โดยพระเทพรัตนนายก เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยรูปปัจจุบันได้ปรับปรุงพื้นที่ส่วนระเบียงคตให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติถวายแก่พระเมืองแก้ว พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 11 ในราชวงศ์มังรายแห่งอาณาจักรล้านนาในช่วง พ.ศ.2038-2068 พระองค์มีคุณูปการแก่เมืองลำพูนเป็นอย่างยิ่ง จึงตั้งชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ตามชื่อกษัตริย์พระองค์นี้




อยู่ในวัด จิตใจผ่องใส เห็นอะไรก็ร่มรื่นไปหมด
ซ้ายบน - “สถานที่กักกันบริเวณครูบาศรีวิชัย” เมื่อครั้นที่ท่านถูกข้อกล่าวหาต่างๆจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ ทางการกับเจ้าคณะจังหวัดจึงนำท่านมากักบริเวณไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยและที่นี่ก็คือที่ที่ท่านนั่งพำนักบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำนานกว่า 1 ปี
ขวาบน - “องค์พระธาตุจำลอง” เป็นการย่อส่วนองค์พระธาตุหริภุญชัย ปิดด้วยทองคำงดงาม ปลายยอดฉัตรสร้างด้วยทองคำแท้ เปิดให้สักการบูชาในวันสงกรานต์ โดยทางวัดจะนำองค์พระธาตุนี้ออกมาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่เมือง
ซ้ายกลาง – “ศาลาบาตร”บริเวณระเบียงคตชั้นในมีภาพวาดตำนานพระธาตุหริภุญชัยพร้อมประวัติความเป็นมา (ซึ่งส่วนหนึ่งก็เขียนอยู่ในเนื้อหาเกริ่นนำแล้ว)
ขวากลาง – “ซุ้มประตูโขงท่าสิงห์”เป็นซุ้มประตูเข้าสู่เขตพุทธาวาสของวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฐานปัทม์ลูกแก้วอกไก่ และมีหลังคาเป็นแบบ“ซุ้มโขง”คือ ก่อผนังเสาทั้งสองด้านโค้งเข้าหากัน ยอดหลังคาสร้างเป็นทรงปราสาทซ้อนกันหลายชั้น ซุ้มประตูนี้เชื่อว่า สร้างขึ้นพร้อมการปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุหริภุญชัยในพุทธศตวรรษที่ 21 ด้านหน้าซุ้มประตูมีประติมากรรมสิงห์ปูนปั้น(ซึ่งสร้างขึ้นช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24)ประดับอยู่ทั้งสองข้าง (ซึ่งแต่เดิมสิงห์คู่นี้เป็นกำแพงวังชั้นนอกของพระเจ้าอาทิตยราช ครั้นถวายเป็นสังฆารามแล้ว จึงรื้อซุ้มชั้นนอกออกไป แล้วปั้นสิงห์คู่ประดิษฐานไว้แทน)
กลาง – เรามาชมบรรยากาศภายในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารบ้าง ทุกอย่างดูเป็นระเบียบและสะอาดตาไปหมด (จากภาพ ทางซ้ายเป็นกำแพงศาลาบาตรชั้นใน ส่วนตัวอักษร ar ก็คือ หอกังสดาล สำหรับซุ้มประตูสีขาวไกลๆที่ตัวอักษร er ก็คือ ซุ้มประตูโขงท่าสิงห์ ขณะที่วิหารตรงอักษร tang ก็คือ วิหารหลวง จนถึงวิหารขวาสุดตรงอักษร com ก็คือ วิหารพระละโว้)
- ที่ผ่านมา ทีมงานเดินสำรวจสถานที่สำคัญบริเวณกำแพงชั้นในของวัดไปแล้ว คราวนี้ถึงเวลาไปชมรายละเอียดอื่นๆรอบกำแพงด้านนอกบ้าง ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ซ้ายล่าง – “วิหารพระเจ้าทองทิพย์”เป็นพระอุโบสถที่ก่อสร้างโดยแสนสรรพ ช่างบ้านกอแงะ ตำบลประตูป่า ซึ่งมีขนาดกว้างขวาง บรรจุพระสงฆ์ได้ไม่ต่ำกว่า 150 รูป มีมุขยื่นออกด้านหน้าและมีระเบียงทั้งทิศเหนือและทิศใต้ ส่วนด้านหลังไม่มีมุขแบบหลังคา 2 ชาย
ขวาล่าง – ภายในอุโบสถมีซุ้มพระพุทธรูป(ฝีมือโบราณประดับลวดลาย)ประดิษฐานเป็นรูป 4 ซุ้ม ด้านในบรรจุพระพุทธรูปขนาดกลางหล่อด้วยโลหะเรียกว่า“พระเจ้าทองทิพย์” เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นกลาง ลงรักปิดทองสวยงาม อุโบสถหลังนี้เป็นที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ในช่วงเข้าพรรษาและออกพรรษา




เดินชมวัดด้วยจิตใจเป็นสุขกันต่อ
บน – พระพุทธรูปปางไสยยาสน์ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ในวิหารพระนอน
ซ้ายบน – “วิหารพระนอน”
ขวาบน – “วิหารพระอัฏฐารส” เป็นวิหารทรงมณฑป ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งก่ออิฐถือปูนปางมารวิชัย สูง 18 ศอก พระเจ้าธรรมิกราชทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.1660 หน้าวิหารพระอัฏฐารสมีโบสถ์ภิกขุณีซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณตั้งอยู่
ซ้ายกลาง – “วิหารพระกัจจายน์” สร้างก่อน พ.ศ.2060 แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนสร้าง
ซ้ายล่าง – ภายในวิหารพระกัจจายน์มีพระพุทธรูปที่มีพุงขนาดใหญ่(แต่เชื่อกันว่า ภายในพุงมีแต่ความคิดฉลาดอยู่) คนที่นี่มักเรียกตามลักษณะรูปลักษณ์ของชาวล้านนาว่า“พระเจ้าปุ๋มผะหญา”
ขวาล่าง – “เจดีย์เชียงยัน”มีตำนานท้องถิ่นระบุว่า สร้างโดยพ่อครัวและแม่ครัวที่ทำอาหารเลี้ยงช่างที่มาก่อสร้างองค์พระธาตุหริภุญชัย จึงมีชื่อท้องถิ่นอีกชื่อหนึ่งว่า“เจดีย์แม่ครัว” ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐทรงปราสาท 5 ยอด และจากรูปแบบสถาปัตยกรรม นักวิชาการทางประวัติศาสตร์เชื่อว่า เจดีย์องค์นี้น่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ส่วนประติมากรรมปูนปั้นประดับองค์เจดีย์ สันนิษฐานว่า เป็นงานบูรณะซ่อมแซมในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 และน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุหริภุญชัยเพราะมีรูปแบบอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน (จากภาพ อาคารด้านหลังเจดีย์เชียงยันคือ โรงเรียนเมธีวุฒิกร)



 

หลังจากอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารนานนับชั่วโมง ตอนนี้ก็เข้าสู่บทส่งท้าย
ซ้ายบน – “คณะสะดือเมือง” เดิมเรียกว่า วัดสะดือเมือง เป็นที่พำนักของท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระเทพรัตนนายก และมีสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดลำพูนอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย
ขวาบน – “พระราหูทรงครุฑ”อยู่บริเวณหน้ากุฏิท่านเจ้าอาวาส
ซ้ายกลางบน –”วิหารสะดือเมือง”อยู่ถัดจากคณะสะดือเมืองไปทางด้านหลัง (ซึ่งถือว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนใจกลางเมืองคือ สะดือเมือง) วิหารหลังนี้มีขนาดเล็ก ภายในวิหารสะดือเมืองประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะสมัยเชียงแสนขนาดกลางจำนวน 10 องค์
- ในที่สุดนักท่องเที่ยวก็พอทราบรายละเอียดสำคัญต่างๆในวัดแล้ว ทีนี้บริเวณรอบวัดยังมีของกินของใช้ที่เปิดเป็นห้องแถวติดกันเป็นล็อกๆ ขณะที่กลางลานคอนกรีตมีแผงเคานเตอร์ คีออส รถเข็น และขาโต๊ะแผงลอยของสินค้าต่างๆอีก ตัวอย่างที่นำมาแจกแจงให้ฟังมีดังนี้
ซ้ายกลางล่าง – ล็อกจำหน่ายเสื้อผ้าพื้นเมืองเปิดติดกันหลายห้อง มีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าใยสับปะรด และอีกหลายเนื้อผ้าให้จับจอง
ขวากลาง – ห้องนี้ปรุงก๋วยเตี๋ยวรสเผ็ดพร้อมที่นั่งกินในร้าน โดยมีตัวเลือกคือเนื้อสด เนื้อเปื่อย หมูหมัก ลูกชิ้นหมู และลูกชิ้นเนื้อ
ซ้ายล่าง – สำหรับแผงลอย เราไปชมเครปเจ้านี้กัน โดยเครื่องเคียงก็มีกล้วย ไข่ไก่ แยมสตรอว์เบอร์รี แยมบลูเบอร์รี แยมส้ม แยมช็อกโกแลตผสมฮาเซลนัต เนยถั่ว ฝอยทอง ใบเตย ไส้กรอก หมูหยอง ไก่หยอง เบคอน ทูน่า แฮม น้ำพริกเผา ปูอัด ไข่กุ้ง และชีส
ขวาล่าง – ขณะที่แผงลอยอีกเจ้าก็เป็นหน้าที่ของน้ำอัดลมทั้งแบบแช่เย็นและแบบใส่แก้วน้ำแข็ง และที่อยู่มุมไกลของร้านก็คือ ลูกชิ้นและไส้กรอกทอด

TODAY THIS MONTH TOTAL
16 1294 24105
Copyright : 2018 KarnDernTang.com ขอสงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ตามกฎหมาย ห้ามทำซ้ำหรือคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต

บริษัทรับทำเว็บไซต์ Design By cw.in.th

Scroll To Top