วัดคูหาภิมุข

คำอธิบาย


วัดคูหาภิมุข เดิมชื่อ“วัดหน้าถ้ำ”แต่เปลี่ยนเป็น“วัดคูหาภิมุข”ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายคงทอง เพชรกล้าร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดนี้ขึ้นบริเวณริมเขาถ้ำพระนอนเมื่อปี พ.ศ.2380 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เหตุที่เรียก“เขาถ้ำพระนอน”เนื่องจากบนภูเขามีถ้ำซึ่งบริเวณผนังถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์นั่นเอง

ต่อมากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 และจากการปฏิบัติงาน กรมศิลปากรสำรวจพบร่องรอยทางโบราณคดีที่แสดงถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์บนเขาถ้ำพระนอนด้วย ตัวอย่างสิ่งของก็มีเศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สถูปสำริดจากอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 14-15 พระพิมพ์สมัยศรีวิชัย พระพุทธไสยาสน์ที่สันนิษฐานว่าสร้างร่วมสมัยกับภาพจิตรกรรมที่ถ้ำศิลป์ในอำเภอเมืองยะลา(ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดคูหาภิมุข)

ในปี พ.ศ.2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ป.ป.ร.ไว้ ณ ผาหินภายในวัด จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถและพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จมาในพิธียกช่อฟ้าของอุโบสถเมื่อปี พ.ศ.2518

สำหรับสิ่งสำคัญภายในวัดคูหาภิมุข ได้แก่

1. พระพุทธไสยาสน์หรือ“พ่อท่านบรรทม” สันนิษฐานว่าสร้างในปี พ.ศ.1300 สมัยอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอำนาจไปพร้อมกับการสร้างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และน่าจะสร้างร่วมสมัยกับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ้ำศิลป์ด้วย เชื่อกันว่า เดิมเป็นปางนารายณ์บรรทมสินธุ์เพราะมีพญานาคแผ่พังพานทอดตัวอยู่เหนือพระเศียร แต่มีการดัดแปลงเป็นพระพุทธไสยาสน์ราวพุทธศตวรรษที่ 22 หรือช่วงอยุธยาตอนต้น พระพุทธไสยาสน์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นองค์ที่บูรณะครอบทับองค์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นดินดิบและใช้ไม้ไผ่เป็นโครง ความยาวจากพระเกศถึงพระบาทวัดได้ 81 ฟุต 1 นิ้ว ภายในถ้ำพระนอนมีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ที่ดัดแปลงมาเป็นศาสนสถานและมีปล่องเพดานที่แสงสามารถส่องลอดเข้ามาบริเวณถ้ำได้ อีกทั้งยังมีหินย้อยที่สวยงามด้วย

2. อุโบสถหลังเก่า สร้างในสมัยพระครูธรรมขันธ์(เพ็ชรฐิตว์โส)เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สองราวปี พ.ศ.2405-2418 ตั้งอยู่บนเนินเขาตรงทางขึ้นถ้ำพระนอน ปัจจุบันอุโบสถหลังนี้ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบในวัดคูหาภิมุข มีชื่อเป็นทางการว่า"หอวัฒนธรรมศรีวิชัย” สภาพทั่วไปเป็นผังรูปสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน มีกำแพงแก้วล้อมรอบ หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันเขียนเป็นรูปช้างเอราวัณ

3. พระพิมพ์และโบราณวัตถุภายในถ้ำพระนอน หลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงการรับอิทธิพลทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมจากวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา เช่น สถูปสำริด ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจนำมาจากอินเดีย มีอายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 พระพุทธรูปสำริดประทับยืนตริภังค์ที่มีอายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 พระพิมพ์ดินดิบและพระพิมพ์ดินเผามีลักษณะเป็นพระพิมพ์ในศาสนาพุทธแบบมหายาน

4. ยักษ์วัดถ้ำ ผู้คนต่างศรัทธาว่าเป็นยักษ์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถดลบันดาลโชคลาภ ปกป้องคุ้มครอง และอำนวยความสุขสมหวังนานัปการ

วัดคูหาภิมุขสร้างขึ้นภายหลังค้นพบพระพุทธไสยาสน์แล้ว โดยใช้เนื้อที่ชายธงตรงเชิงเขากว้าง 20 วา ยาว 80 วา ระยะแรกเป็นสำนักสงฆ์ แต่ต่อมาได้รับที่ดินจากผู้มีจิตศรัทธาบริเวณใกล้เคียง จึงขยายเป็นวัดที่ใหญ่ขึ้น สมัยก่อนทางราชการเคยใช้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่จัดพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำ

นอกจากถ้ำที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์แล้ว ยังมีถ้ำมืดอีกแห่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของถ้ำพระนอน ภายในมีทางเดินคดเคี้ยวไปตามภูเขา ใช้เวลาเดินประมาณ 4 ถึง 5 ชั่วโมง ส่วนบันไดนาคที่เดินขึ้นถ้ำพระนอนได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2537 ขณะที่พื้นในถ้ำพระนอนและอาคารอุโบสถหลังเก่าได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2556

บริเวณรอบวัดคูหาภิมุขปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจี มีลิงวิ่งไปมา หน้าวัดมีซุ้มของกิน เมื่อเดินข้ามสะพาน“สองแสน”มา ซ้ายมือของบันไดนาคยังมีวิหารท้าวกุเวรอีก

อนึ่ง พระพุทธไสยาสน์ถือว่าเป็นปูชนียสถาน 1 ใน 3 ที่สำคัญของชาวใต้นับจากพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชและพระธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี



วันนี้เรามาไหว้พระและขอพรพร้อมเรียนรู้ประวัติวัดหน้าถ้ำ(หรือวัดคูหาภิมุข)ไปพร้อมๆกัน ส่วนใครอยากทำบุญอะไรเพิ่มเติม ก็แล้วแต่กำลังทรัพย์เลย
บน – เดินข้ามสะพานสองแสนมา ก็เจอบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้และภูเขาทันที (จากภาพ อาคารหลังคาเขียวทางซ้ายมีจุดไหว้พระอยู่ภายใน ส่วนโต๊ะด้านหน้ามีดอกไม้ธูปเทียนจำหน่ายพร้อม กลางภาพเป็นบันไดพญานาคขึ้นสู่ถ้ำด้านบนต่อไป ส่วนชั้นสองที่เราเห็นทางขวาเป็นอุโบสถ ขณะที่หลังคากระเบื้องสีดินเผา(หรือกระเบื้องเกล็ดปลา)คือศาลา
ซ้ายบน – ก่อนเดินข้ามสะพานสองแสน บริเวณหน้าวัดมีซุ้มจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการ สินค้าที่ขายก็เช่น อาหารตามสั่ง ชากาแฟ น้ำมะนาว มันฝรั่งทอดกรอบ กล้วยทอด ลูกชิ้นปิ้ง น้ำมะพร้าวเป็นลูก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ ส่วนในตู้แช่เย็นมีชาเขียว น้ำดื่ม น้ำอัดลม นมเปรี้ยวรสผลไม้ และเครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งของเล่นตอกแผงสำหรับเด็ก
ขวาบน – ทางซ้ายของอาคารหลังคาเขียวยังมีวิหารท้าวกุเวรและพระนอน“พ่อท่านบรรทม”องค์จำลองอยู่ใต้ต้นโพธิ์
ซ้ายล่าง – บันไดพญานาคขึ้นสู่ชั้นสองในระยะใกล้
ขวากลาง – เมื่อขึ้นมาชั้นสอง ทางขวาเป็นศาลา(ซึ่งมีโต๊ะจำหน่ายวัตถุมงคลด้วย) ส่วนบันไดเบื้องหน้าคือบันไดพญานาคขึ้นสู่ชั้นสาม
ขวาล่าง – ภาพด้านข้างของบันไดพญานาคขึ้นสู่ชั้นสาม เราสามารถเห็นยักษ์วัดถ้ำอยู่ไม่ไกล




จากนั้นเราเดินขึ้นชั้นสามต่อเลย
ซ้ายบน – เมื่อขึ้นมา ก็พบยักษ์วัดถ้ำยืนเด่นตระหง่าน หลายคนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์และมาขอพรจากท่าน
ขวาบน – ขณะที่เราอยู่ชั้นสาม แล้วมองกลับไปชั้นสอง จะเห็นศาลา(หลังคากระเบื้องเกล็ดปลา)ชัดขึ้น ถัดออกไปคืออุโบสถ ซึ่งดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์(ศรีวิชัย)จัดแสดงวัตถุโบราณที่ค้นพบในวัดคูหาภิมุข แต่ปัจจุบันวัตถุโบราณถูกนำไปที่กรมศิลปากรเพื่อบูรณะส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม ประตูอุโบสถจึงไม่เปิดให้บริการใดๆ (จากภาพ ซ้ายมือด้านล่างวัด จะเห็นละหานวัดหรือสระแก้ว ซึ่งเป็นลำน้ำตามธรรมชาติด้วย)
ขวากลาง – บริเวณชั้นสามมีจุดไหว้พระ(ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากยักษ์วัดถ้ำ)
ซ้ายล่าง – ระหว่างทางบนบันไดพญานาคขึ้นสู่ชั้นสี่ (จากภาพ เมื่อเดินขึ้นมา แล้วมองกลับไปชั้นสามอีกครั้ง)
ขวาล่าง – บริเวณชั้นสี่เป็นปากโพรงถ้ำ ตอนนี้จะเห็นประตูเข้าสู่ถ้ำพระนอนเบื้องหน้า
ล่าง – และก่อนเข้าประตูถ้ำพระนอน ขวามือมีกลุ่มพระพุทธรูปเรียงเป็นระเบียบเลียบผนังถ้ำทั้งหมด 12 องค์




ตอนนี้เรามาเข้าถ้ำพระนอนกัน
ซ้าย – เมื่อพ้นประตูถ้ำเข้ามา บรรยากาศแรกที่เห็นก็เป็นภาพนี้ วันนี้มีชาวบ้านในละแวกมาสักการะพ่อท่านบรรทมด้วย
ขวาบน – พอเข้าถ้ำมา ลองหันกลับไปมองประตูเข้าถ้ำ จะเห็นพระพุทธรูปเรียงรายอยู่ทั้งสองฟาก
ขวาล่าง – ระหว่างทางเข้าถ้ำ ทางซ้ายของทางเดินเป็นลานพระพุทธรูปมากมาย ทุกองค์อยู่ในพระอิริยาบถปางมารวิชัย
กลาง – ห้องโถงเบื้องหน้าเงียบสงบและมีแสงธรรมชาติจากปล่องถ้ำ ทำให้โถงถ้ำดูสว่าง
ล่าง – คราวนี้เราเดินเข้าด้านใน แล้วมองย้อนกลับไปทางเข้าในมุมกว้าง องค์พระพุทธรูปขนาดต่างกันประดิษฐานอยู่ทั่วบริเวณ (เป็นภาพที่สะกดและละสายตาไม่ได้เลย)



เดินชมโถงถ้ำส่วนต่างๆต่อ
บน - จากประตูเข้าถ้ำพระนอน เดินมายังโถงถ้ำ แล้วมองไปทางขวา เราจะพบพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือพระนอน(หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า“พ่อท่านบรรทม”)ประดิษฐานเลียบผนังถ้ำด้านใน ตามหลักฐาน พระนอนนิกายหินยานองค์ปัจจุบันสร้างครอบทับองค์เดิมที่เป็นนิกายมหายานไว้ (จากภาพ องค์พระนอนมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับวัยรุ่นหญิงเสื้อเขียวด้านล่าง)
ซ้าย – เรามาดูพระพักตร์ใกล้ๆกัน เหนือพระเศียรมีพญานาคแผ่พังพานอย่างที่เคยกล่าวไว้ (จากภาพ พระสงฆ์กำลังสวดมนต์อยู่)
ขวาบน – ลานพระพุทธรูปด้านตรงข้าม งดงามไม่ต่างกัน
ขวาล่าง – กลุ่มพระพุทธรูปที่ประดิษฐานบริเวณผนังใต้ปล่องถ้ำ
ล่าง – จากตำแหน่งปล่องถ้ำ แล้วมองกลับไปยังห้องโถง เราจะเห็นพระนอนอยู่ทางซ้าย ประตูเข้าถ้ำอยู่ทางขวา และเพดานถ้ำด้านบน

TODAY THIS MONTH TOTAL
14 882 17819
Copyright : 2018 KarnDernTang.com ขอสงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ตามกฎหมาย ห้ามทำซ้ำหรือคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต

บริษัทรับทำเว็บไซต์ Design By cw.in.th

Scroll To Top