วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

คำอธิบาย


331วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกและเป็นที่ประดิษฐานองค์พระธาตุพนม ซึ่งเป็นพุทธเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยล้านช้างมาตั้งแต่โบราณและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

องค์พระธาตุพนมมีสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยม ภายในบรรจุอุรังคธาตุ(หรือกระดูกส่วนหน้าอก)ของพระพุทธเจ้าไว้ ตามตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมายังลุ่มแม่น้ำโขงและบรรทมที่ภูกำพร้า 1 คืน (ภูกำพร้าคือ เนินที่สูงกว่าบริเวณอื่น) โดยมีวิษณุกรรมคอยอุปัฏฐากรับใช้ รุ่งเช้าพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูรและทรงพักที่ใต้ต้นรัง (บริเวณพระธาตุอิงฮังในประเทศลาว) แล้วเสด็จกลับทางอากาศมาเสวยที่ภูกำพร้า จากนั้นพระองค์ทรงถามพระอินทร์ที่มาเข้าเฝ้าในขณะนั้นถึงสาเหตุที่มาค้างแรม ณ สถานที่แห่งนี้ พระอินทร์ตอบว่า เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านมาแล้วถึง 3 พระองค์ในภัทรกัปนี้ อันได้แก่ กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะที่นิพพานไปแล้ว (ภัทรกัปหมายถึง กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติมากถึง 5 พระองค์) เมื่อพระองค์ฟังคำตอบจากพระอินทร์ ก็เสด็จไปหนองหานหลวงเพื่อแสดงธรรมโปรดพญาสุวรรณภิงคาร จากนั้นทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ แล้วเสด็จกลับพระเชตวันและนิพพานที่กุสินารานคร ขณะถวายพระเพลิงบนเชิงตะกอน ทำอย่างไรไฟก็ไม่ลุกไหม้ พระมหากัสสปะจึงนำคณะสงฆ์เดินเวียนขวา 3 รอบ แล้วอธิษฐานว่า“พระธาตุองค์ใดที่จะให้ข้าพระบาทนำไปประดิษฐาน ณ ภูกำพร้า ก็ขอให้พระธาตุองค์นั้นเสด็จมาสถิตอยู่บนฝ่ามือของข้าพระบาทด้วยเถิด” เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน พระอุรังคธาตุก็เสด็จมาประดิษฐานบนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ แล้วพระสรีระของพระพุทธเจ้าก็ลุกไหม้อย่างน่าอัศจรรย์

ต่อมาพระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ได้นำพระอุรังคธาตุมาที่ดอยแท่น (ภูเพ็ก อำเภอพรรณานิคม) แล้วแจ้งข่าวต่อพญาสุวรรณภิงคารและพญาอีกสี่เมือง ได้แก่ พญานันทเสนแห่งเมืองศรีโคตบูร (บริเวณใต้ลำน้ำเซบั้งไฟในประเทศลาว) พญาจุลมณีพรหมทัตแห่งเมืองจุลมณี (เมืองหลวงพระบาง) พญาอินทปัตถนครแห่งเมืองอินทปัตถ์ (ประเทศกัมพูชา) พญาคำแดง (อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี) ทั้งหมดต่างยินดีที่จะร่วมสร้างองค์พระธาตุพนมเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ

และจากจดหมายเหตุ ในปี พ.ศ.500 มีการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกจากพระอรหันต์ 5 องค์ (ซึ่งอดีตก็คือพญาทั้ง 5 พระองค์ที่ร่วมสร้างองค์พระธาตุพนม) รวมทั้งฤาษี 2 ตนที่นำศิลาจากยอดภูเพ็กมาประดิษฐานบนชั้นสองขององค์พระธาตุ

จากนั้นพระเจ้าโพธิศาลแห่งหลวงพระบางได้บูรณะองค์พระธาตุพนมจากที่ดูหมองเศร้าให้ผ่องใสเป็นครั้งที่สอง

ครั้งที่สามพระยานครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวงปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนมและสร้างกำแพงแก้วกับหอบูชาข้าวพระขึ้นอีก 2 หอ

เมื่อถึงครั้งที่ 4 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก(หรือญาคูขี้หอม)ก็บูรณะต่อเติมองค์พระธาตุพนมตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปจนถึงยอด โดยสูงจากพื้นดินเป็น 43 เมตร มีฉัตรทองคำสูง 4 เมตร รวมเป็น 47 เมตร

ในครั้งที่ห้า พระเจ้าอนุรุทธราช(เจ้าเมืองเวียงจันทร์)พร้อมกับพระบรมราชา สุดตา(เจ้าเมืองนครพนม)และพระยาจันทสุริยวงศา กิ่ง(เจ้าเมืองมุกดาหาร)ได้บูรณะองค์พระธาตุพนมกับอุโบสถและสร้างถนนอิฐหน้าวัดเพิ่มเติม

ส่วนครั้งที่หก พระครูวิโรจน์รัตโนบล(แห่งวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี)ก็บูรณะอีกครั้งโดยโบกปูนตั้งแต่พื้นถึงยอดและซ่อมแซมกำแพงที่ชำรุด

จากนั้นยังคงมีการบูรณะอยู่ต่อเนื่อง กระทั่งรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นำโดยหลวงวิจิตรวาทการ(ซึ่งเป็นอธิการบดีกรมศิลปากรขณะนั้น)ได้ทำการซ่อมแซมและต่อเติมส่วนยอดให้สูงขึ้นอีก 10 เมตร จนเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518 องค์พระธาตุพนมได้พังทลายลงมาเนื่องจากฝนตกและมีพายุติดต่อกันหลายวัน จึงได้รับการปฏิสังขรณ์จนเสร็จสมบูรณ์อีกครั้งในปี พ.ศ.2522

โดยองค์ปัจจุบันมีความสูง 57.60 เมตรและมีฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร ทั้งนี้สันนิษฐานกันว่า องค์พระธาตุพนมดั้งเดิมอาจเป็นปราสาทเขมรที่สร้างขึ้นสมัยก่อนมีเมืองพระนครและมีชื่อเรียกรูปแบบดังกล่าวว่า"ไพรกเมง-กำพงพระ" ซึ่งการได้รับอิทธิพลจากศิลปะจามนี้ก็เนื่องจากที่ตั้งขององค์พระธาตุพนมอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างลุ่มน้ำโขงตอนกลางของประเทศลาวและช่องเขาไปยังอาณาจักรจามปาในประเทศเวียดนามใต้นั่นเอง

นอกจากนี้บริเวณวัดพระธาตุพนมยังมีสิ่งที่ควรกล่าวถึงอีก อันได้แก่
1. สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม ตั้งอยู่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัด ภายในสถูปเก็บเศษอิฐปูนของพระธาตุพนมองค์เดิมที่เคยพังทลายลงมาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปอัญมณี พระอรหันตธาตุ วัตถุมงคลต่างๆไว้ด้วย
2. พระองค์แสนศาสดา เป็นพระประธานศิลปะล้านช้างในสมัยพระเจ้าวิชุลราชแห่งหลวงพระบาง ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ
3. วิหารหอพระแก้ว สร้างโดยพระเจ้าโพธิศาลแห่งหลวงพระบางเมื่อคราวเสด็จมาบูรณะองค์พระธาตุพนม และเป็นที่เข้าใจว่าได้มีการหล่อพระประธาน“พระพุทธมารวิชัยศาสดา”ไปพร้อมกัน แต่ครั้งล่าสุด วิหารหอพระแก้วถูกองค์พระธาตุพนมล้มทับ ทำให้หลังคาและฝาผนังของวิหารทลายลง แต่องค์พระประธานกลับไม่ได้รับความเสียหาย กรมศิลปากรจึงลงรักปิดทององค์พระใหม่ แล้วกั้นฉัตรห้าชั้น และให้องค์“พระพุทธมารวิชัยศาสดา”ประดิษฐานไว้กลางแจ้งที่ฐานเดิม
4. กระตึบพระอรหันต์(หรือหอพระนอน) พระยาสุมิกธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนคร(หรือจังหวัดนครพนม)ทรงสร้างกุฏิจำพรรษาถวายพระอรหันต์ทั้ง 5 องค์ช่วงที่บูรณะองค์พระธาตุพนมเป็นครั้งแรก
5. ญาคูขี้หอม ท่านได้ล่องเรือตามลำน้ำโขงพร้อมประชาชนกว่าสามพันคนเพื่อมาบูรณะองค์พระธาตุพนม ส่วนสาเหตุที่ได้รับฉายาเช่นนี้ก็เพราะท่านเป็นพระครูที่ได้รับความเลื่อมใสจากชาวลาวตอนใต้เป็นอย่างมาก โดยมีผู้คนเก็บสิ่งของและเครื่องใช้ของท่านมาบูชา แม้แต่อุจจาระก็ไม่รังเกียจ
6. เสาอินทขีล เสาหลักแปดเหลี่ยมยอดมน(ซึ่งสร้างเพื่อเป็นปริศนาธรรม)และมีตัวอัสสมุขี(หรือยักษ์หน้าม้า)ที่สลักจากหินทรายวางอยู่ข้างเสาอินทขีล ทั้งหมดรายล้อมรอบกำแพงแก้วชั้นนอกขององค์พระธาตุพนม โดยมีใบเสมาปักอยู่สี่มุมรอบกำแพงแก้วชั้นใน



ชื่อเสียงขององค์พระธาตุพนมคงไม่ต้องพูดถึงแล้วว่าดังแค่ไหน ขนาดคนลาวยังข้ามมาสักการะกันมากมาย ส่วนคนไทยไม่ต้องพูดถึง แถมชื่ออำเภอยังเป็นชื่อเดียวกับองค์พระธาตุอีก แล้วที่สำคัญ ตอนนี้กำลังรอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย ใจของทีมงานก็เชียร์ให้เป็นมรดกโลกในเร็ววัน
ซ้ายบน – ขอต้อนรับพุทธศาสนิกชนทุกท่านเข้าสู่ดินแดนแห่งความศรัทธา เราจะพบผู้คนจากทั่วสารทิศแวะเวียนมาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่ขาดสาย วินาทีที่ทีมงานเห็นพระธาตุพนมจากทางเข้ากำแพงแก้วหน้าวัด สถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุช่างตราตรึงยิ่งนัก (จากภาพ จุดนี้เป็นทางเข้าทิศตะวันออก ซึ่งเป็นจุดเนืองแน่นที่สุดและเป็นหนึ่งในทางเข้าจากทั้งหมดสี่ทิศของกำแพงแก้ว เราจะเห็นผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่องค์พระธาตุพนมพร้อมควันธูปเทียนที่ลอยอยู่เบื้องหน้า เดี๋ยวอีกสักครู่ พลังศรัทธานี้จะปรากฏแก่สายตาท่านผู้ชม)
ขวาบน – ภาพของพระธาตุพนมยามค่ำคืนเมื่อมองจากกำแพงแก้วชั้นนอกเข้าไป
ซ้ายล่าง – ขณะที่จุดนี้เป็นพระธาตุพนมตอนกลางวันที่มองจากกำแพงแก้วด้านนอกอีกฝั่งหนึ่ง นอกจากองค์พระธาตุแล้ว กำแพงแก้วเองก็วิจิตรเช่นกัน
ขวาล่าง – ตอนนี้ขอถอดรองเท้าเดินเข้ากำแพงแก้วชั้นในเพื่อชมองค์พระธาตุให้เต็มตาสักหน่อย




มาถึงถิ่นทั้งที ก็ขอเดินรอบพระธาตุให้อิ่มเอมใจก่อน
ซ้ายบน – พระธาตุพนมมุมใกล้ยามค่ำคืนสวยไม่แพ้ตอนกลางวันจริงๆ
ขวาบน – ถึงเวลาเข้าห้องเรียนกันแล้ว คราวนี้มาดูคำอธิบายขององค์พระธาตุพนมเพื่อความกระจ่างกันบ้าง เรือนธาตุชั้นที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธจักรพรรดิรัตนมหาวรมุนี เรือนธาตุชั้นที่ 2 เป็นที่ประดิษฐานแผ่นศิลาจารึกพระปรมาภิไธย เรือนธาตุชั้นที่ 3 เป็นที่บรรจุผอูบสำริดซึ่งมีพระอุรังคธาตุอยู่ภายใน และเรือนธาตุชั้นที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานมณฑป ส่วนคำอธิบายเสริมอื่นๆมีดังนี้ ประตูทางเข้าองค์พระธาตุพนมทำเป็นซุ้มประตูอยู่ด้านบน ขณะที่ด้านข้างเป็นภาพสลักบุคคล(บนแผ่นอิฐ)กำลังขี่ช้างและม้า ซึ่งเชื่อมโยงกับตำนานอุรังคธาตุ นั่นคือ หลังจากพญาทั้ง 5 สร้างอูบมุงเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุเสร็จ ก็เสด็จกลับเมือง พระวิษณุกรรมจึงลงมาแกะสลักรูปพญาจากเมืองต่างๆกำลังทรงช้างทรงม้าเนื่องจากมีส่วนช่วยในการสร้างอูบมุงพร้อมลวดลายประดับบนผนังรอบเรือนธาตุชั้นที่ 1 ทั้งสี่ทิศ (แต่ก็มีนักวิชาการทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ภาพแกะสลักนี้อาจเป็นผู้นำพื้นเมืองสมัยก่อนหรืออาจเป็นนักรบตามคติทางศาสนาพราหมณ์มากกว่าศาสนาพุทธก็ได้) ส่วนลายก้านต่อดอก แต่เดิมเป็นลายดอกไม้ร่วง และยอดพระธาตุพนมเป็นทรงบัวเหลี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจดีย์ในศิลปะล้านช้าง
กลาง – ภาพแห่งพลังศรัทธา เห็นแล้วก็พลอยยินดีปรีดาไปด้วย ผู้คนแห่แหนเข้ากำแพงแก้วชั้นในอย่างล้นหลามท่ามกลางแสงแดดเพื่อเดินสวดมนต์รอบพระธาตุสามรอบพร้อมดอกไม้ธูปเทียน เมื่อเวียนเสร็จ ก็มานั่งหน้าพระธาตุอธิษฐานตามความปรารถนาของแต่ละคน
ซ้ายล่าง – กิจกรรมอีกอย่างคือ การเขียนชื่อตนเองลงผ้าห่มพระธาตุ แล้วถือผ้าเดินรอบพระธาตุสามรอบ ทั้งนี้การเดินรอบพระธาตุพร้อมถือผ้านั้น ต้องวนรอบกำแพงแก้วชั้นนอกเท่านั้น เมื่อวนครบสามรอบแล้ว ก็นำผ้ามาห่มรอบองค์พระธาตุพนมเพื่อความสมบูรณ์ของพิธี
ขวาล่าง – บางครั้งพุทธศาสนิกชนในจังหวัดและต่างถิ่นก็เดินทางมาถือศีลและเจริญภาวนาบริเวณกำแพงแก้วชั้นใน ทุกอย่างเงียบสงบ กำหนดจิตไปกับลมหายใจ สมาธิไม่ไหวติง




สำหรับภาพขององค์พระธาตุพนมและกิจกรรมรอบองค์พระธาตุก็สัมฤทธิ์ผลน่าพอใจ แต่บริเวณรอบองค์พระธาตุยังมีสิ่งที่ต้องบรรยายเพิ่มเพื่อความกระจ่าง เรามาเรียนรู้ไปพร้อมกัน
ซ้ายบน – เมื่อเข้าจากหน้าวัดมา ภาพแรกที่เห็นก็คือภาพนี้ ข้างหน้าคือวิหารหอพระแก้ว(ซึ่งเป็นลานโล่งกลางแจ้ง) ส่วนซ้ายมือคือพระอุโบสถ ขณะที่กำแพงแก้วทิศตะวันออกอยู่ด้านหลังวิหารหอพระแก้ว และถัดเข้าไปก็เป็นองค์พระธาตุพนมที่ตั้งเด่นสง่า
ขวาบน – ความงดงามของพระอุโบสถจากด้านข้าง
ขวากลางบน – ในพระอุโบสถ เราจะเห็นพุทธศาสนิกชนกราบไหว้พระประธาน(หรือองค์พระแสนศาสดาที่ห่มจีวรสีแดง)ตลอดวัน ขณะที่พระสงฆ์ในโบสถ์จะสวดให้พรญาติโยมพร้อมมอบสายสิญจน์ให้นำติดตัวกลับไป (อนึ่ง พระแสนศาสดาเป็นงานพุทธศิลป์แบบล้านช้าง มีพระพักตร์นูน พระนาสิกโด่ง และพระองค์เกลี้ยงเกลา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปศิลปะล้านนาและอักษรธรรมที่จารึกตรงฐานขององค์พระก็คล้ายคลึงกับอักษรธรรมของล้านนาด้วย จึงเป็นไปได้ว่า อาณาจักรล้านช้างได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากอาณาจักรล้านนา อันสืบเนื่องจากการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักรนั่นเอง)
ขวากลางล่าง – วิหารหอพระแก้ว สร้างขึ้นครั้งแรกราวปี พ.ศ.2073 – พ.ศ.2102
ซ้ายกลาง – พระพุทธมารวิชัยศาสดา(ที่มีฉัตรห้าชั้นกั้นอยู่)คือพระประธานบนลานวิหารหอพระแก้วแห่งนี้
ซ้ายล่าง – เนินพระอรหันต์เป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์ 5 รูปที่ได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม กล่าวคือ หลังจากพระมหากัสสปเถระและพญาทั้ง 5 สร้างสถูปเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์พระธาตุพนมในปี พ.ศ.8 แล้ว จากนั้นประมาณ 500 ปีต่อมา พระยาสุมิตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนครและพระอรหันต์ 5 รูปก็ทำการบูรณะ โดยพระยาสุมิตธรรมวงศาได้สร้างกุฏิถวายพระเถระทั้ง 5 เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษา ปัจจุบันกุฏิที่โดดเด่นที่สุดอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระธาตุพนม นั่นคือ กระตึบ(หรือหอพระอรหันต์ตามรูปภาพนี้)ซึ่งสร้างถวายแด่พระอรหันต์สองรูปคือ พระมหารัตนเถระและพระมหาจุลรัตนเถระ
ขวาล่าง – อีกหนึ่งตัวอย่างของกุฏิอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระธาตุพนม นั่นคือ หอพระนอน(หรือหอพระพุทธไสยาสน์)ซึ่งสร้างถวายแด่พระสังควิชาเถระ



ภายในวัดมีหลายอย่างให้ชมเพลินเลย
ซ้ายบน - พระวิหารคต สร้างขึ้นเพื่อแบ่งเขตเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2481 มีทั้งหมด 107 ห้อง แต่ละห้องยาว 3 เมตรและมีประตู 3 ห้อง รวมทั้งหมด 110 ห้อง นอกจากนี้ยังมีซุ้มประตูทางทิศตะวันออกหน้าวัด 3 ซุ้ม โดยซุ้มประตูใหญ่ตรงกลางสร้างขึ้นใหม่และเจาะประตูด้านข้างอีก 2 ซุ้ม พระวิหารคตทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศใต้ ใช้เวลาสร้าง 11 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2491 และในปีพ.ศ.2537 ก็บูรณะอีกครั้งโดยพระธรรมปริยัติมุนี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมในขณะนั้น
ขวาบน – เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กหรือญาคูขี้หอม เกิด ณ บ้านกะลึม เมืองพาน (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าราชครูบรรพชาศึกษาธรรมอย่างแตกฉานตั้งแต่อายุยังน้อย จนได้รับการสถาปนาเป็น“ซาจัว”หรือ“ราชาแห่งสามเณร” ภายหลังอุปสมบทเสร็จ ก็มาประจำอยู่ที่วัดโพนสะเม็ก ชานเมืองเวียงจันทร์ และได้รับการแต่งตั้งให้มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าราชครูตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่มจากพระเจ้าสุริยวงศาแห่งกรุงเวียงจันทร์ แต่ประชาชนมักขนานนามท่านว่า“พระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก” ปี พ.ศ.2233 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก พร้อมประชาชนราว 3000 คนล่องเรือตามลำน้ำโขงเพื่อมาบูรณะองค์พระธาตุพนม โดยบูรณะตั้งแต่เรือนธาตุชั้นที่ 2 ไปจนถึงยอดและสวมยอดองค์พระธาตุพนมด้วยเหล็กเปียกหรือเหล็กไหล และหลังจากท่านมรณภาพ อัฐิธาตุส่วนหนึ่งได้บรรจุไว้ในสถูปข้างกำแพงแก้วชั้นนอกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (จากภาพ รูปหล่อขนาดเท่าตัวจริงของญาคูขี้หอมหรือเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กตั้งอยู่หน้าสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของท่าน)
ซ้ายกลาง – เสาอินทขีล เป็นเสาทรงแปดเหลี่ยม ยอดมน ปราชญ์โบราณท่านให้มองเป็นปริศนาธรรมและมีตัวอัสสมุขี(หรือรูปสัตว์ในนิทาน)สลักจากหินทรายวางอยู่ข้างเสาอินทขีลรอบกำแพงแก้วชั้นนอก กล่าวคือ ระหว่างที่เจดีย์องค์พระธาตุพนมรูปทรงโอคว่ำสร้างขึ้น(หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 8 ปี) พญาทั้ง 5 ได้นำศิลาจากสถานที่ต่างๆมาทำเป็นเสาอินทขีลดังนี้ ต้นที่ 1 นำมาจากเมืองกุสินารา ฝังไว้ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและสร้างตัวอัสสมุขีไว้ที่โคนเสา 1 ตัว ต้นที่ 2 นำมาจากเมืองพาราณสี ฝังไว้ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้และสร้างตัวอัสสมุขีไว้ที่โคนเสา 1 ตัว ต้นที่ 3 นำมาจากทวีปลังกา ฝังไว้ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ และต้นที่ 4 นำมาจากเมืองตักศิลา ฝังไว้ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ซ้ายล่าง – สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม ตั้งอยู่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากองค์พระธาตุพนมราว 200 เมตร สถูปอิฐพระธาตุพนมนี้สร้างจากอิฐของพระธาตุพนมองค์เดิมที่ล้มลง สูงประมาณ 14 เมตร เป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับองค์พระธาตุพนมยุคแรก ภายในบรรจุเศษปูนพระธาตุพนมองค์เดิม(ที่ล้มลงมา) นอกจากนี้ยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ พระพุทธรูป อัญมณี และวัตถุมงคลอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก หลังคาขององค์สถูปมีลักษณะกลมเหมือนโอคว่ำ บนยอดมีดอกบัวปั้น 5 ดอก เป็นดอกบัวที่บานแล้ว 4 ดอก อีก 1 ดอกเป็นดอกบัวตูมเพื่อให้เป็นปริศนาว่า ในภัทรกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 5 พระองค์ 4 พระองค์ได้ตรัสรู้และปรินิพพานแล้ว อีกหนึ่งพระองค์จะมาตรัสรูในภายภาคหน้า ซึ่งได้แก่ พระศรีอริยเมตไตย์ นอกจากเศษอิฐเศษปูนของพระธาตุพนมองค์เดิม อีกส่วนหนึ่งที่เป็นลวดลาย ได้นำไปเก็บไว้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตรบูรด้วย
ขวาล่าง – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระธาตุพนม ปลูกโดยสมเด็จพระมหาวีระวงศ์เมื่อปี พ.ศ.2485




วัดนี้ยังมีสิ่งที่ไม่ควรพลาดอีก
ซ้ายบน – ซุ้มประตูโขงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันออกนอกวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร
ขวาบน – และบ่อน้ำพระอินทร์ เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพระราชพิธีมูรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลปัจจุบัน “มูรธาภิเษก”แปลว่าการยกให้หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ ปัจจุบันน้ำอภิเษก(ซึ่งทำเป็นพิธีพลีกรรม)ตักมาจากปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดต่างๆรวม 18 แห่ง ในจังหวัดนครพนมมี 2 แห่งคือ บ่อน้ำพระอินทร์ที่วัดพระธาตุพนมและน้ำจากหนองบัวทองในอำเภอวังยาง ปี พ.ศ.2518 ช่วงบูรณะองค์พระธาตุพนมที่พังล้มลง ทางวัดถือโอกาสขุดลอกบ่อ ปรากฏว่า พบหินบางๆเป็นแผ่นใหญ่ปิดก้นบ่อ เมื่องัดออกมา น้ำก็พุ่งจนพาคนงานลอยขึ้นถึงปากบ่อ นับแต่นั้น บ่อน้ำพระอินทร์ก็มีแต่น้ำใสสะอาด (จากภาพ ด้านหลังบ่อน้ำพระอินทร์คือ ฆ้องขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยวัดและผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาค โดยนำธงชาติของประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมาไว้ด้านหน้าฆ้องเพื่อประชาสัมพันธ์การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)
- นอกจากสถานที่สำคัญภายในวัดแล้ว ภายนอกหน้าวัดยังมีร้านค้าที่เป็นห้องแถวปูนเป็นล็อกๆและแผงลอยเรียงรายตามทางเกือบร้อยเจ้าเห็นจะได้ มากมายก่ายกองจริงๆ เดี๋ยวเราไปสำรวจหน้าตาสักเล็กน้อย
ขวากลางบน – หนึ่งในสินค้านับสิบๆแผงก็คือ ผ้าถุงทั้งแบบผ้าไหมและผ้าฝ้าย (แต่ผ้าฝ้ายจะเยอะกว่า)
ซ้ายกลาง – ส่วนเสื้อที่ระลึก“องค์พระธาตุพนม”มีตัวเลือกนับสิบร้านเช่นกัน
ขวากลางล่าง – แม่ค้าร้านนี้จำหน่ายความเป็นสมุนไพรแบบละเอียดยิบบนรถเข็น คร่าวๆทั้งหมดมียาหม่องสมุนไพร ยาแก้ปวดฟัน ยาคลายเส้น น้ำมันเลียงผา มะตูมแห้ง พุทราจีนแห้ง น้ำผึ้ง ยาหอม ยาแก้โรคปวดเส้น สมุนไพรเห็ดหลินจือแดง ยาแก้โรคกระเพาะ ยาลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ยาแก้ตกขาว ยาบำรุงสายตา ยาบำรุงโลหิต ยาสมุนไพรฟ้าทลายโจร ยาหม่องน้ำสมุนไพร ยาแก้ปวดข้อปวดกระดูก ว่านแก้ริดสีดวงทวาร กำลังสามสิบ กระชายดำ ฝางแดง และกวาวเครือขาว
ขวาล่าง – ขณะที่แผงลอยริมทาง(ท่ามกลางอากาศร้อนๆ)มีเครื่องดื่มคอยเสริฟอยู่เป็นระยะ ตัวอย่างร้านนี้มาในอารมณ์ปั่นๆ มีทั้งน้ำมะพร้าวปั่นและไม่ปั่น แตงโมปั่น สับปะรดปั่น ส้มคั้นและปั่น มะนาวคั้นและปั่น แอปเปิลปั่น เผือกปั่น แคนตาลูปปั่น น้ำผลไม้หัวเชื้อต่างๆ เครื่องดื่มมอลต์ปั่น และน้ำอัดลม รวมทั้งน้ำแข็งไส
ซ้ายล่าง – หรือถ้าใครเดินจนท้องร้อง ที่นี่มีฟู้ดคอร์ตขนาดย่อมพร้อมที่นั่ง สำหรับเมนูจากล็อกต่างๆมีก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ผัดไทย หอยทอด ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ข้าวขาหมู อาหารตามสั่ง รวมทั้งไอศกรีม

TODAY THIS MONTH TOTAL
35 882 14343
Copyright : 2018 KarnDernTang.com ขอสงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ตามกฎหมาย ห้ามทำซ้ำหรือคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต

บริษัทรับทำเว็บไซต์ Design By cw.in.th

Scroll To Top